• GREY RAY

เที่ยวอย่าง Wes Anderson บนทางรถไฟสาย Darjeeling Limited ของจริง



ว่ากันว่า เมืองดาร์จีลิงได้เป็นปรากฎบนแผนที่โลกก็เพราะชา แต่ฉันว่าเป็นเพราะเวส แอนเดอร์สันต่างหาก


ทางรถไฟสายหิมาลัยดาร์จีลิง (Darjeeling Himalayan Railway) เป็นทางรถไฟบนเทือกเขาแห่งแรกในอินเดีย และยังคงเปิดให้บริการจนถึงทุกวันนี้ ก็เหมือนอย่างชาและทหารกูรข่า รถไฟสายนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแห่งเทือกเขาหิมาลัย และมันก็ได้พาผู้คนขึ้นมาสัมผัสกับเส้นทางขึ้นเขาอันแสนคดเคี้ยวเลี้ยวลดมานักต่อนัก

ในปี 2007 น้อยคนจะรู้ว่า รถไฟสายนี้เป็นแรงบันดาลใจของขบวนรถไฟทางไกลชื่อ ‘ดาร์จีลิง ลิมิตเต็ด’ ในเรื่องแต่งของเวส แอนเดอร์สัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็ปรารถนาที่จะเดินทางโดยรถไฟไปทั่วอินเดีย ถือกระเป๋าเดินทางลายโมโนแกรม ร่อนไปแบบไร้จุดหมาย ปลายทางอาจเป็นการค้นพบตัวเองก็เป็นได้

อันที่จริง ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ดาร์จีลิง ลิมิตเต็ด เป็นรถไฟที่สามารถโดยสารได้จริงๆ จนกระทั่งตอนนี้




กว่า 125 ปีที่ผ่านมา มันถูกเรียกขานในฐานะรถจักรไอน้ำดีเอ็ชอาร์ ที่ได้รับส่งผู้โดยสารในเส้นทางที่น่าเหลือเชื่อ บนรางรถไฟความกว้างเพียงแค่ 2 ฟิต สู่เทือกเขาหิมาลายันและไปยังเมืองดาร์จีลิง


ครั้งหนึ่งนั้น เมืองดาร์จีลิงเคยเป็นค่ายทหารกูรข่า จากนั้นในปี 1835 เมืองเล็กๆ ที่เป็นแดนพุทธ ระหว่างอินเดียและเนปาลแห่งนี้ ก็ได้ถูกซื้อโดยบริษัทอีส อิสเดีย จากนั้นอังกฤษจึงได้เข้ามาตั้งบ้านพักตากอากาศขึ้นที่นี่ เพื่อใช้พักช่วงจากการรับใช้แผ่นดินแม่



อากาศที่สดชื่นบนเทือกเขาแห่งนี้ไม่เพียงแต่ดีกับเหล่าทหาร แต่ยังเหมาะกับการปลูกชาอีกด้วย มันกลายเป็นบ้านอีกหลัง ให้หลีกเร้นในห้วงฤดูร้อน จากความตึงเครียดจากการปกครองของอาณานิคม


ทางรถไฟสายดาร์จีลิงก่อสร้างในช่วง 2 ปีระหว่างยุครุ่งเรืองของการล่าอาณานิคม มีระยะทาง 78 กิโลเมตร บนระดับความสูงชั้นต่างๆ ตั้งแต่สถานีชุมทางนิวชัลปาอิคุฬีที่มีความสูง 100 เมตรหรือ 329 ฟิตจากระดับน้ำทะเล ไปจนถึงสถานีดาร์จีลิงที่มีความสูง 2,200 เมตร หรือ 7,218 ฟิตจากระดับน้ำทะเล


ทางรถไฟสายดาร์จีลิงถูกขนาดนามในชื่อที่แสนฟุ้งฝันว่า “รถไฟสู่ก้อนเมฆ” หรือ “รถไฟของเล่น” ขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรดีเซลสมัยใหม่ 4 หัว รองรับการใช้งานทุกวันนี้ ถึงอย่างนั้น สายรายวันเคอร์เชี่ยงถึงดาร์จีลิง และรถไฟท่องเที่ยวรายวันจากดาร์จีลิงถึงกุม  (สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในอินเดีย) ก็ยังใช้รถจักรไอน้ำดีเอ็ชอาร์ บีคลาส (DHR B Class) ดั้งเดิมอยู่






รถไฟแต่ขบวนประกอบด้วยตู้โดยสารชั้นหนึ่ง 2 ตู้ การเดินทางจากเคอร์เชี่ยงไปยังกุม จะกินเวลาราวๆ 8 ชั่วโมง ในการเดินทางบนรถไฟที่ยาวนานเช่นนี้ คงจะทำให้คุณได้เข้าใจเรื่องทางรถไฟไม่น้อย หรือจะโดดขึ้นในช่วงสุดท้ายระหว่างดาร์จีลิงและกุม ที่เดินทางราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในภาพยนตร์เช่นกัน


ทางรถไฟแล่นยาวขนานเมือง พาเราไปสัมผัสประสบการณ์เก่าๆ ที่แสนทรงเสน่ห์ ได้ห้อยโหนออกจากหน้าต่างรถไฟ มองดูไอน้ำที่พวยพุ่งจาเครื่องจักรไอน้ำ ขณะรถไฟลดเลี้ยวไปตามถนนหนทางในเมืองดาร์จีลิง



รถไฟหยุดพักที่อนุสรณ์สถานกูรข่า และจุดชมวิวบาตาเซีย ให้เหล่าพนักงานรถไฟได้พักยืดเส้นยืดสาย ในขณะที่ผู้โดยสารได้รื่นรมย์กับเครื่องดื่ม ก่อนจะเดินทางถึงสถานีที่สูงที่สุดในอินเดีย ที่ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์รางรถไฟตั้งอยู่




ทางรถไฟสายหิมาลัยดาร์จีลิง นับเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปัจจุบันได้รับเกียรติจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ร่วมกับทางรถไฟสายภูเขานีลคิรี (Nilgiri Mountain Railway) ที่มีประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน ทางรถไฟสายนี้ถือเป็นส่วนขยายอย่างเป็นทางการของสายดาร์จีลิงในปี 2005 ทั้งคู่ได้รับการขนานนามร่วมกันว่า ทางรถไฟภูเขาของประเทศอินเดีย (Mountain Railways of India)  


ฉันไปเจออัลบั้มภาพถ่ายเก่าๆ ที่บันทึกความทรงจำแสนหวานระหว่างการเดินทางของเหล่าฮิปปี้ บนทางรถไฟสายดาร์จีลิง น่าจะเป็นช่วงราวๆ ปี 1970


มันเป็นเรื่องราวของทางรถไฟที่ใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คน จนพวกเขากล่าวว่า “ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านห้วงชีวิตของพวกเขา” มันคือศตวรรษของความร่วมมืออันยาวนาน เป็นความยอมรับนับถือกันและกัน และการอยู่รอด ในการเดินทางที่ยังไม่ถึงจุดจบ






บนขบวนรถไฟดาร์จีลิง มีตู้โดยสารตู้หนึ่งที่ตั้งชื่อตาม มาร์ก ทเวน เพื่อเป็นที่ระลึกแก่การเดินทางทั่วอินเดียอย่างเงียบๆ ของเขาในช่วงปี 1980


เรื่องราวของช่วงสามเดือนของเขาในอินเดีย ที่โดยส่วนมากเดินทางด้วยรถไฟ ได้กลายเป็นไฮไลท์ในผลงานชิ้นสำคัญ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ 712 หน้าในชื่อ Following the Equator ที่หลายคนต่างคิดว่าเป็นบันทึกการเดินทางที่เยี่ยมที่สุดของมาร์ก ทเวน


“ในประเทศอื่นการรอคอยอันยาวนานที่สถานีรถไฟ ดูจะเป็นเรื่องจำเจและน่าเบื่อ แต่ที่อินเดีย คงยากที่ใครจะรู้สึกแบบนั้น” ทเวนเล่าว่า “คุณจะได้พบเหล่าชาวพื้นเมืองที่มีเครื่องประดับวิบวับ ไหนจะความชุลมุนวุ่นวาย ความจอแจ ความสับสนอลหม่าน ความสวยงามของเสื้อผ้าอาภรณ์ ช่างเป็นความหฤหรรษ์ที่เกินบรรยาย” 


สำหรับฉันคงไม่มีบทกลอนใดจะขับขานเรื่องราวของทางรถไฟดาร์จีลิงแห่งอินเดีย ได้เข้มข้นไปกว่าภาพยนตร์เรื่อง ดาร์จีลิง ลิเม็ตเต็ดของเวส แอนเดอร์สัน ที่บอกเล่าเรื่องราวของสามหนุ่มพี่น้อง ที่เดินทางโดยรถไฟข้ามอินเดีย หวังเพียงจะสานสัมพันธ์ระหว่างกัน กลับกลายเป็นแจ้งกระจ่างถึงการตายของพ่อของพวกเขา และได้พบกับแม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสำนักสงฆ์ ในอินเดีย