• GREY RAY

‘ชาญฉลาด กาญจนวงศ์’ คนเกเรกับแบรนด์เครื่องเขียนไทยที่ไม่ธรรมดา



งานออกแบบที่ดีไม่เพียงแต่จะต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีอย่างโครงสร้าง ฟอร์ม สีสัน วัสดุ และความสวยงามเท่านั้น แต่งานชิ้นนั้นจะต้องเข้าใจในระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับตัวผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้สูงสุด สร้างความรู้สึกที่ดี ตลอดจนปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการรวมเอาองค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามาสร้างเป็นงานออกแบบดีๆ สักชิ้นหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการคิด ศึกษา และพัฒนา ขณะเดียวกันผู้ออกแบบเองก็ยังต้องรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้อย่างพอดีด้วยเช่นกัน การได้พบกับ ‘เบิร์น – ชาญฉลาด กาญจนวงศ์‘ ทำให้ภาพของการสมดุลคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการได้รับรู้ถึงวิธีคิด ทัศนคติในการออกแบบภายใต้แนวทาง Eco Design ตลอดจนวิถีแบบที่นักออกแบบดีๆ คนหนึ่งพึงจะมีภายใต้แบรนด์เครื่องเขียนสัญชาติไทยแท้อย่าง GREY RAY STATIONERY นั้นน่าสนใจเพียงใด

Q: ก่อนจะเจาะเข้าไปสู่เรื่องราวของ GREY RAY พี่เบิร์นช่วยเล่าแบ็คกราวนด์คร่าวๆ ของตัวเองให้เราฟังหน่อยได้ไหม?

A: เราจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนเรียนจบก็ทำงานอินทีเรีย ตอนนี้ก็ยังทำอยู่นะ พออายุประมาณ 24 เปิดโรงเรียนสอนศิลปะชื่อว่า artHOUSE Institute แล้วก็ทำอินทีเรียควบคู่กันไปด้วย หลังจากนั้นประมาณ 5 ปี ก็เปิดร้านเสื้อผ้าที่โรงหนังสยาม พอทำไปได้สักพักหนึ่ง เราเริ่มอยากโฟกัสไปที่ artHOUSE จริงๆ จังๆ ว่าอยากต่อยอดอะไรจากตรงนั้น อยากขยายสิ่งที่เราทำ แล้วมันก็มีหลายแนวทาง เช่น ขยายสาขา แต่เราก็คิดว่าเราสามารถขยายจากภายในได้หนิ เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าการที่เราทำโรงเรียนสอนศิลปะมันสามารถขยายไปสู่อะไรได้บ้าง ซึ่งสิ่งพื้นฐานที่สุดของการเรียนก็คือเครื่องเขียน นั่นก็คือจุดเริ่มต้นแรกสุดของ GREY RAY STATIONERY


Q: ชื่อ GREY RAY มีที่มาที่ไปอย่างไร?

A: สำหรับชื่อของ GREY RAY คือเราอยากได้ชื่อแบรนด์ที่มีความหมายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ‘เกเร’ ในภาษาไทย เรามองว่ามันเป็นตัวแทนของวิธีคิด วิธีการใช้ชีวิตบางอย่างที่ไม่ได้ทำตามสิ่งที่สังคมหรือวัฒนธรรมบางอย่างกำหนดมา อย่างคนที่ขอหยุดเรียนเพื่อไปเที่ยว แล้วค่อยไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย คนแบบนี้มักถูกมองว่าเป็นคนเกเร แต่เอาเข้าจริงๆ เขาอาจจะแค่กำลังค้นหาบางอย่าง พิสูจน์บางอย่างอยู่ ส่วนคำว่า grey ในภาษาอังกฤษคือสีเทาซึ่งในความเทามันก็มีสีดำกับสีขาวผสมกันอยู่ มันคือกึ่งกลางไม่ดีไม่ชั่ว เลยเลือกคำๆ นี้มาใช้ แล้วมันก็สะท้อนตัวเราด้วย ว่าเราเป็นอย่างไร เราชอบตั้งคำถาม เพื่อหาข้อพิสูจน์มาหักล้างที่เราไม่เชื่อ แม้กระทั่งการทำเครื่องเขียน มันเกิดจากคำถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้นแบบนี้ไม่ได้



Q: ช่วยเล่าถึงแนวคิดและปรัชญาในการทำงานออกแบบของ GREY RAY ให้เราฟังหน่อยได้ไหม?

A: ตอนที่คิดจะทำงานนี้ เรามีปณิธาน 3 ข้อ เลยนะ ข้อแรก คือเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำว่ามันจะมีผลกับคน กับสิ่งแวดล้อมไหม เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ทำคือต้องคิดให้รอบคอบและรอบด้าน ข้อที่สอง เราอยากจะสร้างวัฒนธรรมเครื่องเขียนให้กับคนไทย เพราะคนไทยไม่มีวัฒนธรรมเครื่องเขียน อย่างที่ญี่ปุ่นหรือยุโรป เขามีการส่งต่อเครื่องเขียนดีๆ มายาวนาน ส่วนเราไม่ได้มีวัฒนธรรมตรงนี้ เครื่องเขียนเลยไปอยู่ในหมวดหมู่ของสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นภาษีซึ่งทำให้สินค้ามีราคาแพง ซึ่งถ้าเราสร้างวัฒนธรรมเครื่องเขียนได้ มีคนลงมาศึกษามันจริงๆ จังๆ ตลาดก็จะใหญ่ขึ้น และอาจจะทำให้เรามีโอกาสได้ใช้เครื่องเขียนในราคาที่สมเหตุสมผลขึ้น ข้อสุดท้าย เราอยากเป็นแบรนด์เครื่องเขียนที่ทำให้คนไทยภูมิใจ มันเป็นคำที่ไม่รู้กำหนดจากอะไรเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเป็นเป้าหมายที่เวลาคุยกันในทีมแล้วมันหล่อเลี้ยง ให้ความชุ่มชื้น ให้เราอยากทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ เราไม่ได้ทำงานเพราะจะดูว่าผลประกอบการปีหน้าของเราได้เท่าไหร่ มันไม่ใช่สิ่งตั้งตนของเรา เรื่องของผลประกอบการมันจะเกิดขึ้นเองหลังจากที่เราทำงานดีๆ ออกไป สิ่งที่เราคิดคือจะทำอะไรที่ทำให้คนไทยภูมิใจ ทำให้คนไทยไม่ยี้ของคนไทย เราไม่เข้าใจเลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เรายี้ของของเรา เพราะว่าถ้าเราสืบไป วัฒนธรรมการกินการใช้ชีวิตของเราละเมียดกันมากนะ แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันเริ่มชุ่ยลงเรื่อยๆ จนมันกลายเป็นตราประทับบอกว่า Made in Thailand เป็นของไม่ดี มันน่าสนใจตรงนี้ เราเลยพยายามทำให้มันดี ในขณะที่ราคาก็จับต้องได้จริงๆ ด้วย ไม่ใช่เป็นของดีไซน์แล้วต้องแพง


Q: วิธีคิดแบบนี้ถูกนำเสนอผ่านตัวผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง?

A: เราชอบตั้งคำถามและเข้าไปหาความจริงของโปรดักท์ โดยส่วนตัวเรานับถือศาสนาพุทธ แล้วช่วงหลายปีมานี้ก็มีโอกาสได้ศึกษาอย่างจริงจังทำให้พบว่าการค้นหาความจริงมันเป็นเรื่องที่ยั่งยืน งานทั้งหมดก็เลยเอาหลักการนี้มาใช้ โดยมีสามข้อที่บอกไปเป็นแกนในการทำงาน อย่าง EE Defender เราเริ่มจากการเข้าไปสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจริงๆ แล้วเกิดคำถามว่าทำไมดินสอจะต้องเหลายาว ใครบอกให้เหลาดินสอ EE ยาวแบบนั้น ถามเพื่อให้เจอต้นตอว่าเพราะอะไร สุดท้ายก็ค้นพบว่ามันมีความเชื่อว่ายิ่งยาวยิ่งเขียนดี แล้วเราก็แค่ทำตามๆ กันมา เมื่อพบคำตอบแล้วก็รีเสิร์ชต่อไปอีกว่าถ้าคุณจะเหลายาวแบบนั้น ยาวแค่ไหนถึงจะพอ เราก็ไปวัดค่าจากเด็กนักเรียน 200 กว่าคน ก็ได้ค่ากลางประมาณ 3.8 เซนติเมตร มันพิสูจน์ได้ว่ายาวแค่นี้ก็เขียนรูปได้แล้ว เราเลยสร้างปลอกแค่ 3.8 เซน มา protect มัน เพราะว่าดินสอ EE มันเปราะ มันมีส่วนผสมของกราไฟต์เยอะ แต่ช่วงที่ EE Defender ออกมาแรกๆ ก็ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าตัวโปรดักท์นี้สื่ออะไร เราก็โอเค ไม่เป็นไร เลยลองส่งงานนี้เข้าไปประกวดดูจนมันไปได้ DEmark กับ GOOD DESIGN AWARD ปี 2013 ซึ่งมันเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำตั้งใจและกำลังค้นหามีคนเห็นอยู่นะ




Q: สำหรับผลงานชิ้นอื่นๆ อย่างดินสอ 2cm+ และยางลบ NATURE MADE ECO ERASER เกิดขึ้นด้วยวิธีการแบบเดียวกันไหม?

A: ตอนที่ทำ EE Defender เรายังไม่เข้าใจหรอกว่า Eco คืออะไร แต่เวลาเราทำงานสักชิ้น เราจะเข้าไปสู่เนื้อหาของตัวโปรดักท์ตัวนั้นจริงๆ ว่ามันทำให้ชีวิตของคนดีขึ้นอย่างไร ซึ่ง 2cm+, NATURE MADE ECO ERASER รวมถึงงานชิ้นอื่นๆ ก็เกิดขึ้นด้วยวิธีการแบบเดียวกัน ตอนที่เราคิดจะทำ 2cm+ มันก็เริ่มจากการเข้าไปหาความจริงของดินสอ ก็ค้นพบว่าดินสอมันทำจากกราไฟต์ ซึ่งกราไฟต์มันมีประโยชน์มากมายที่เราไม่เคยรู้มาก่อน อยู่ในถ่านไฟฉาย ในแบตเตอรี่รถยนต์ เฟรมจักรยาน และกราไฟต์ก็เป็นแร่ที่เกิดจากการทับถม ใช้แล้วหมดไปได้ แต่เราไม่เคยเห็นคุณค่าของกราไฟต์ กลับมาที่ดินสอ เราจะเห็นได้ว่าดินสอส่วนใหญ่ไม่เคยถูกใช้จนหมดแท่ง พอสั้นมันก็ถูกทิ้งหรือไม่ก็ถูกเก็บสะสมไว้ในกล่องดินสอ ไม่เคยมีใครสนใจว่าไส้ตรงก้นดินสอมันได้ใช้ไหม 2cm+ ก็เลยเกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามตรงนี้ เราก็เอาไส้กราไฟต์ออกไปเลย 2 เซนติเมตร โดยความยาวที่ลดทอนออกมันสามารถนำไปสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีก เราอยากลองลดบางอย่าง แต่ไม่ได้ทำให้คุณภาพมันหายไป



ส่วนยางลบ จากสิ่งที่เราเจอคือ 90% ในท้องตลาดเป็นพิษหมดเลย ทำจากพีวีซีซึ่งเป็นสารที่บางประเทศห้ามนำเข้าแล้ว ถ้าไปเกี่ยวกับภาชนะ หีบห่อ หรืออาหาร แบบที่ต้องสัมผัส สูด ดม มันอันตรายมาก สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือการสร้างยางลบให้มีกลิ่นหอม มีรูปทรงที่น่ากิน เด็กๆ ก็เอาไปดม ไปสัมผัส เราเป็นผู้ใหญ่เห็นแล้วยังอยากกินเลย ตอนที่ทำงานนี้เรานึกไปถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบบ่นปวดหัวทุกวัน ตอนนั้นก็คิดแค่ว่ามันขี้เกียจเรียน แต่เพราะมันชอบดมยางลบ มันเป็นสารตะกั่ว เป็นพีวีซีมันก็เลยปวดหัว นั่นคือความจริง สิ่งที่เราทำคือการลองคิดว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะทำยางลบสักก้อนหนึ่ง แล้วมัน pure ขนาดที่กินได้เลย ทำมาจากสารธรรมชาติ ก็ใช้เวลาวิจัยประมาณ 2 ปี ถอดใจหลายครั้งเหมือนกัน เพราะดูมันจะเป็นไปไม่ได้เลย มันไม่มีอยู่แล้วสารแบบนั้น ก็ไปเจอที่ฮ่องกงครับ เราอีเมลตอบโต้กันประมาณ 2 เดือน จนมั่นใจแน่ๆ เลยตัดสินใจซื้อตัวอย่างเข้ามา แต่อีกใจก็ยังไม่เชื่อเต็มร้อย เลยส่งไป MTEC ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของไทยก็พบว่ามันมีพิษ ตอนนั้นเราเฮิร์ทมากนะว่าทำไมมาหลอกเรา แต่เขาคงไม่คิดว่าเราจะส่งยางลบไปที่ MTEC ท้อนะ เราพับโปรเจ็กต์นี้ทิ้งไปพักหนึ่งเลย จนวันหนึ่งมีเพื่อนคนญี่ปุ่นแนะนำว่ามีกลุ่มนักวิจัยกลุ่มหนึ่งกำลังทดลองนำเปลือกหอยเชลล์ที่เหลือจากอุตสาหกรรมอาหารมาบดเพื่อทดแทนสารในยางได้ ตอนนั้นดีใจมาก ก็ติดต่อเขาไป อีเมลโต้ตอบกัน ถามว่าเขาสามารถพัฒนาเป็นยางลบได้ไหม เขาก็ลองดู จนสุดท้ายมันก็สำเร็จ NATURE MADE ECO ERASER เป็นยางลบที่เด็กๆ สามารถเอาไปเคี้ยวได้เลย